เลิกกิน ถ้าป่วยโรคแพนิค

เลิกกิน ถ้าป่วยโรคแพนิค

กองบรรณาธิการ HonestDocsเขียนโดย กองบรรณาธิการ HONESTDOCS   
Healthdee.ขอหยิบยกบางส่วนบางตอนมาเท่านั้น  https://www.honestdocs.co/what-is-panic-disorder

ความหมายของโรคแพนิค

โรคแพนิค (Panic Disorder) หรือ “อาการตื่นตกใจกลัวอย่างรุนแรง” เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่คนทั่วไปมักไม่ค่อยรู้จัก และบางครั้งผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดก็อาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าอาการที่แสดงออกมานั้นเป็นอาการของโรคแพนิค

ผู้ป่วยโรคแพนิคจะตื่นตระหนกต่อบางสิ่งบางอย่างโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นนั้น จะต่างจากความรู้สึกหวาดกลัว หรือความวิตกกังวลทั่วไป ทำให้ไม่สามารถควบคุมตนเอง หรือดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติได้

สาเหตุของโรคแพนิค

ยังเป็นที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่ก็มีหลายปัจจัยที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคนี้ เช่น

  • ปัจจัยด้านพันธุกรรม
  • โครงสร้างของสมอง เนื่องจากส่วนต่างๆ ในสมองของคนแต่ละคนจะทำหน้าที่ควบคุมความกลัวและความวิตกกังวลต่างกัน
  • การบาดเจ็บหรือเผชิญเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจในวัยเด็ก
  • เหตุการณ์ความเครียดในชีวิต เช่น การเรียนมหาวิทยาลัย การแต่งงาน การมีลูกคนแรก

โรคแพนิครักษาให้หายขาดได้หรือไม่ 

โรคแพนิคเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ทั้งหมด ด้วยตัวอาการของโรคซึ่งค่อนข้างหลากหลายกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย การรักษาที่ได้ผลในผู้ป่วยคนหนึ่งจึงอาจไม่ได้ผลกับผู้ป่วยอีกคนก็ได้

อย่างไรก็ตาม คุณสามารถควบคุมความรุนแรงและการกำเริบของโรคแพนิคไม่ให้รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยวิธีการรักษาหลักๆ ที่ใช้คือ การบำบัดทางจิตและการใช้ยา ซึ่งอาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือต้องใช้ทั้ง 2 วิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและความต้องการของตัวผู้ป่วย

การรับมือกับโรคแพนิคด้วยตนเอง

คุณสามารถดูแลตัวเองและรับมือกับโรคแพนิคด้วยตนเองตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ ควบคู่ไปกับการรักษาวิธีอื่นๆ ดังข้างต้น

  • ใช้เทคนิคในการผ่อนคลาย เช่น การยืดเหยียดร่างกาย และการหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ
  • ให้กำลังใจและพูดคุยกับตัวเองในแง่ดี
  • จินตนาการและบอกตัวเองให้รู้สึกสงบสุขและมั่นใจเข้าไว้
  • หมั่นบันทึกและเขียนสิ่งต่างๆ เพื่อรู้เท่าทันความคิดและความรู้สึกของตนเอง
  • ฝึกสมาธิและผ่อนคลายโดยการใช้ศิลปะบำบัด เช่น การวาดรูป
  • ดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรับเปลี่ยนระบบความเชื่อในแง่ลบให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์
  • งดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่นกาแฟ ชา โคล่า หรือช็อกโกแลต
  • เมื่อเกิดอาการ ควรพยายามตั้งสติ พุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย รวมทั้งหายใจให้ช้าลง เนื่องจากการหายใจเร็วจะทำให้อาการแพนิคกำเริบมากขึ้น

ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หรือการฝึกผ่อนคลายลมหายใจ

ก็สามารถช่วยคลายความวิตกกังวล และยังช่วยป้องกันการกำเริบของโรคแพนิคได้ มีขั้นตอนดังนี้

  • นอนหงายในท่าผ่อนคลายตามสบายบนเตียง หรือในพื้นที่ที่สงบ
  • มือทั้งสองประสานวางอยู่บนหน้าท้อง ผ่อนคลายกล้ามเนื้ออกและหัวไหล่ ให้ทุกส่วนของร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ตึง ไม่เกร็ง
  • สูดลมหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ จนหน้าท้องป่อง (รู้สึกได้จากการที่มือทั้งสองถูกยกขึ้นช้าๆ และหัวไหล่เคลื่อนขึ้น) พร้อมทั้งตั้งสมาธิจดจ่ออยู่ที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่ผ่านรูจมูกเข้าไป
  • เมื่อหายใจเข้าเต็มที่แล้ว ให้นับ 1 2 3 ในใจช้าๆ
  • ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ จนหน้าท้องแฟบลง สังเกตได้ว่ามือทั้งสองจะลดต่ำลง พร้อมทั้งตั้งสมาธิจดจ่อไปที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่เคลื่อนที่ออกผ่านรูจมูก
  • เมื่อหายใจออกจนหมด ให้นับ 1 2 3 ในใจช้าๆ
  • เริ่มหายใจเข้าและหายใจออกสลับกันไปเป็นจังหวะสม่ำเสมออย่างน้อย 10 ครั้ง เมื่อเริ่มชำนาญขึ้นแล้ว คุณอาจเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่านั่ง โดยพิงเก้าอี้ตามสบาย มือทั้งสองวางไว้ที่หน้าขาหรือประสานกันอยู่ที่หน้าท้อง และปฏิบัติตามขั้นตอนเหมือนกับการควบคุมการหายใจในท่านอนหงายทุกประการ

การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคแพนิค

ในการดูแลผู้ป่วยโรคแพนิคนั้น ญาติของผู้ป่วยเองจำเป็นดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยเป็นพิเศษ โดยสามารถทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • ศึกษาสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาโรคที่ถูกต้อง ควรทำความเข้าใจว่า อาการโรคแพนิคไม่ได้ร้ายแรงถึงแก่ชีวิต ไม่ใช่อาการผิดปกติเกี่ยวกับไสยศาสตร์ และไม่ตอกย้ำหรือกดดันว่าเป็นความผิดของผู้ป่วย
  • ช่วยดูแลเรื่องการรับประทานยา ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด
  • ให้ผู้ป่วยรับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งฝึกรับมือกับความเครียดด้วยตนเองเป็นประจำ เช่น ฝึกหายใจลึกๆ หรือเล่นโยคะ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น
  • คอยระวังไม่ให้ผู้ป่วยหยุดใช้ยาชนิดใดก็ตามด้วยตนเอง เนื่องจากการได้รับยาไม่ครบอาจเสี่ยงทำให้โรคกำเริบซ้ำได้มากขึ้น

อาหารที่ผู้ป่วยโรคแพนิคควรหลีกเลี่ยง

อาหารบางอย่างอาจกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวล และมีอาการของโรคแพนิคกำเริบได้ โดยมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคแพนิคจะไวต่ออาหารต่อไปนี้มากกว่าคนทั่วไป

  1. กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทั้งหลายการได้รับคาเฟอีนทำให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวลและกระสับกระส่าย และทำให้ผู้ป่วยโรคแพนิคมีอาการกำเริบขึ้นได้เช่นกัน
  2. แอลกอฮอล์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ ความวิตกกังวล กระสับกระส่าย และนอนไม่หลับมากกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพมากขึ้นไปอีก
  3. ลูกอมและขนมหวานอาหารที่มีน้ำตาลสูงอาจส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลียหลังจากรับประทานได้ เนื่องจากของหวานจะไปเพิ่มน้ำตาลในเลือด ร่างกายจึงต้องปล่อยอินซูลินออกมา เพื่อปรับระดับน้ำตาลให้ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นภาวะน้ำตาลต่ำ ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและกระตุ้นให้อารมณ์เปลี่ยนแปลงในที่สุด
  4. อาหารแปรรูปและครีมเทียมเช่น ไส้กรอก เค้ก อาหารทอด และอาหารมันๆ ทั้งหลาย ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ซึมเศร้าหรือวิตกกังวลตามมา

จะเห็นได้ว่าอาหารเหล่านี้ล้วนเป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง และควบคุมไม่ให้รับประทานมากเกินไปอยู่แล้ว

ทางที่ดีคุณควรหันมารับประทานอาหารอื่นๆ ที่ช่วยลดความวิตกกังวล เช่น เลือกดื่มชาเขียว หรือชาคาโมมายล์ ที่มีคุณสมบัติช่วยผ่อนคลายแทนการดื่มกาแฟ รวมถึงอาหารชนิดอื่นๆ ซึ่งจะช่วยลดความวิตกกังวลที่เป็นปัจจัยกระตุ้นของโรคแพนิคได้ เช่น

โยเกิร์ต

  • ดาร์กช็อกโกแลต
  • เมล็ดฟักทอง
  • ไข่
  • แซลมอน
  • ถั่วต่างๆ
  • นอกจากนี้ยังรวมถึง  ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาชนิดต่างๆได้ โดยการเลี่ยงของทอด หรือหากเลี่ยงการทอดไม่ได้ ก็ขอให้เลือกใช้ น้ำมันมะกอก ในการทำอาหารค่ะ ด้วยความปราถนาดีจาก Healthdee

ขอบคุณข้อมูลhttps://www.honestdocs.co/what-is-panic-disorder

ติดตามข่าวสารได้ที่ : https://healthdee.co/foods-that-panic/ ‎

Youtube: https://www.youtube.com/results?search_query=healthdee

Facebook: https://www.facebook.com/healthdeeee/